aFilm

ก่อนที่จะไปอ่านผมพล่ามเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ครับ มาฟังเพลงก่อนดีกว่า

เพราะว่าเพลงนี้เป็นแรงบัลดาลใจให้กับภาพยนตร์ + เป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยครับ

คำร้องและทำนอง :: 森山良子 Moriyama Ryouko
แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย :: Blue ครับ(เป็นคนละเวอร์ชันกับในหนังครับ ^^)

แต่เวอร์ชันที่เอามาให้ฟัง และเวอร์ชันในหนังเรื่องนี้นำมาขับร้องใหม่โดย :: Natsukawa Rimi ครับ


涙そうそう ​Nada Sou Sou รินไหลสายน้ำตา



古いアルバムめくり ありがとうってつぶやいた
いつもいつも胸の中 励ましてくれる人よ
furui arubamu mekuri arigatou tte tsubuyaita
itsumo itsumo mune no naka hagemashite kureru hito yo
เปิดดูอัลบั้มภาพเล่มเก่า​มีเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบา ขอบคุณ ถึงเธอ​
เธอ..ผู้เป็นกำลังใจให้เสมอในทุกครั้งคราที่ฉันสับสนและเคว้งคว้าง​


晴れ渡る日も 雨の日も 浮かぶあの笑顔
想い出遠くあせても
おもかげ探して よみがえる日は 涙そうそう
harewataru hi mo ame no hi mo ukabu ano egao
omoide tooku asete mo
omokage sagashite yomigaeru hi wa nada sousou
ไม่ว่าในวันฝนพรำสาย​หรือในวันท้องฟ้าสดใส​
รอยยิ้มของเธอไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของฉัน​
แต่เพียงชั่วขณะที่ฉันหวนรำลึกถึงใบหน้าของเธอ...น้ำตาก็กลับรินไหลออกมา​


一番星に祈る それが私のくせになり
夕暮れに見上げる空 心いっぱいあなた探す
ichiban hoshi ni inoru sore ga watashi no kuse ni nari
yuugure ni miageru sora kokoro ippai anata sagasu
ทุกค่ำคืน​ฉันมักแหงนมองขึ้นไปบนฟากฟ้า​
กล่าวคำอธิษฐานกับดวงดาวที่อยู่สุดไกลสายตา​และเฝ้ามองหาเธออยู่อย่างนั้น​


悲しみにも 喜びにも 想うあの笑顔
あなたの場所から私が
見えたら きっといつか 会えると信じ 生きてゆく
kanashimi ni mo yorokobi ni mo omou ano egao
anata no basho kara watashi ga
mietara kitto itsuka aeru to shinji ikite yuku
ไม่ว่าในยามสุข​หรือในยามเศร้า​ฉันยังคงรำลึกถึงรอยยิ้มนั้น​
และหากเธอได้มองเห็นฉันจากฟากฟ้าของเธอ​
เธอจะได้รู้ว่าฉันยังเปี่ยมด้วยความหวัง​รอคอยวันที่เราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง​


晴れ渡る日も 雨の日も 浮かぶあの笑顔
想い出遠くあせても
さみしくて 恋しくて 君への想い 涙そうそう
会いたくて 会いたくて 君への想い 涙そうそう
harewataru hi mo ame no hi mo ukabu ano egao
omoide tooku asete mo
samishikute koishikute kimi e no omoi nada sou sou
aitakute aitakute kimi e no omoi nada sou sou
ไม่ว่าในวันฝนพรำสาย​หรือในวันท้องฟ้าสดใส​
รอยยิ้มของเธอไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของฉัน​

ด้วยความเงียบเหงา​และรักที่เปี่ยมล้น​
ความคิดถึงของฉันที่มีถึงเธอ​จึงรินไหลออกมาเป็นสายน้ำตา​

ด้วยความปรารถนาที่จะได้พบกันอีกครั้ง​พบกันอีกสักครั้งความคิดถึงของฉันที่มีถึงเธอ​จึงรินไหลออกมาเป็น​สายน้ำตา





พอฟังเพลงจบ ความประทับใจส่วนตัวของเรื่องนี้ก็จบไปพร้อมกันเเช่นเดียวกัน


ก่อนเข้าไปก็เตรียมไปเจอความน้ำเน่าอยู่แล้ว [อ่อถ้าไม่อยากเจอสปอยเพื่อลดความน้ำเน่าของหนังเรื่องนี้ แนะนำว่าอย่าอ่านเนื้อเรื่องย่อของหลาย ๆ เวบเพราะว่าสปอยตอบจบกันกว่า 80% ของเวบที่มีเรื่องย่อ (- -")]

แต่...

มันไม่เป็นอย่างที่คิดครับ


















มันน้ำเน่ากว่าที่คิดอีก

เรื่องนี้เป็นของพี่น้องต่างสายเลือดคู่หนึ่ง โดยฝ่ายพี่ชายรู้มาตลอดว่าน้องสาวนี่ไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง

แต่ก็ดูแลน้องสาวสุดความสามารถมาตลอด เป็นพี่ชายในอุดมคติมาก [ที่สำคัญ ซาโตชิ ซึมาบุกิน่ารักมาด้วย อันนี้สำคัญมาก!!! ]


ส่วนน้องสาว เมื่อเห็นพี่ชายทำงานเลี้ยงตัวเองอย่างหนัก ก็เลยไปหางานทำบ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเลวลาที่จะต้องอ่านหนังสือสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็ตาม น้องสาวในอุดมคติอีและ Perfect กันดีจริง ๆ เลยอีพี่น้องคู่นี้ [แต่เอียนหน้านางเอกมาก ถึงนู๋จะน่ารักก็เถอะ แต่ป๋าดูหนังที่นู๋เล่นเป็นนางเอกมาสองเรื่องติดมันก็เอียนนะ Rough แล้วก็มาต่อเรื่องนี้ ข้อดีคือเรื่องนี้เล่นเป็นเด็กแจ่มใส แต่ข้อเสียใน Rough นู๋ใส่ชุดว่ายน้ำทั้งเรื่อง เรื่องนี้มิดชิดเชียว (- -")]



สงสัยว่าคนเขียนบทกลัวว่าคนดูจะเปลี่ยนจากการสงสารพี่น้องคู่นี้ ถ้าเขียนให้มันรวยเป็นเศรษฐี ครอบครัวอบอุ่น ดังนั้นคุณสมบัติข้อแรกเลย

ต้องจน!!!

ต่อมา

ต้องอาภัพ
แม่ตาย!!! พ่อทิ้ง!!!


แค่นี้มันก็รันทดกันได้สาแก่ใจ




แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณรีบไปดูภายใน 20 นาทีเราขอเสนอออฟชันพี่เศษ


พี่ชายผู้แสนจะเป็นคนซื่อ!!! ให้อีกอย่าง เพื่อที่ให้โดนหลอกได้ เพิ่มความรันทดแก่เนื้อเรื่อง (- -")


อยากรู้ว่าเรื่องราวของสองพี่น้องคู้นี้ต่อไปจะเป็นยังไง ก็ไปติดตามกันต่อในภาพยนตร์กันเองครับ



มาถึงความคิดเห็นส่วนตัวครับ

หนังมันก็เดินเรื่องอย่างช้า ๆ นำเสนอมุมมองความเอาใจใส่ของกันและกันของพี่น้องคู่นี้[จนบางทีอ่านแล้วนึกถึงการ์ตูนเรื่อง Miyuki ของอาดาจิขึ้นมาทันที เพราะพล๊อตเหมือนกันเลย (- -")]


ถึงจะเตรียมรับชะตากรรมว่าหนังแบบนี้มันต้องมี"อะไร"เตรียมรอเราตอนจบแน่ ๆ แต่ก็อดรู้สึกซึม ๆ เศร้า ๆ ไม่ได้แต่ไม่ถึงขนาดมีน้ำตาให้หนังเรื่องนี้ครับ



ฉากที่ประทับใจ(สปอยเนื้อเรื่องครับ)







1.ฉากพายุ เข้าใจความรู้สึกของนางเอกว่าการอยู่คนเดียว และเจอสถานการณ์แบบนั้นมันเป็นยังไง และการปรากฏตัวของพี่ชายในเวลาที่ต้องการ[ถึงจะรุ้ว่ามันจะต้องมาก็เถอะ]

โดยเฉพาะการที่พระเอกให้เอาสิ่งของมีค่าไปเก็บ

สิ่งของอย่างเดียวที่นางเอกหยิบไปเก็บคืออัลบั้มรูปของสองพี่น้องครับ





2.นีนี่ ผมว่าคนแปลทำถูกแล้วที่ไม่แปลเป็นพี่ชาย ไม่งั้นก็จะนึกถึงอึนโซในออตุ้มอินมายหาดแน่ ๆ

พี่ชาย~ พี่ชาย~ เค้ารักพี่ชายที่สุดเลย~[กรุณาทำเสียงแอ๊บแบ๊วเวลาอ่านประโยคข้างต้น (- -")]

แต่ "นีนี่" ก็หลอนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตอนฉากโรงพยาบาล "นีนี่" หลอนจนเก็บเอามาฝัน



3.End Title 555 แล้วน้ำตาที่เก็บไว้ทั้งเรื่องก็แอบมาซึมกับ ฉาก End Title แค่เพลง Nada Sou Sou ขึ้นเท่านั้น พร้อมกับรูปถ่ายสองพี่น้อง


เพลงขึ้นอารมณ์มา เพลงจบอารมณ์จบครับ







(จบการสปอย)



โดยส่วนตัวหนังก็โอเคนะครับ

โดยเฉพาะพระเอก



ของแถม ๆ

หนังเรื่องนี้ติดอันดับหนังยอดแย่เมื่อปีที่แล้วด้วยครับ (- -") อ่อรวมทั้ง Rough ที่นางเอกเรื่องนี้เล่นเป็นนางเอก แล้วก็นางเอกได้รางวัลดารานำหญิงยอดแย่ด้วยครับ (- -")

Bunshun Raspberry Awards announced

Just as there is Japan Academy Awards to U.S. Oscars, there is Bunshun Raspberry Awards to Golden Raspberry Awards in the US. Just as its US model, Japan's Bunshun Raspberry Awards are given to the worst movies in the year selected by 32 movie critics in Japan.

Here are the honorable winners of the year's worst movies among the movies (both foreign and Japanese) released in Japan in 2006. (All the films without country name are Japanese.)

1. Tales from Earthsea 69 points
2. Sinking of Japan 38
3. Da Vinci Code (US) 27
4. Nada Soso 20
5. The Promise (China) 17
6. Umizaru 2: Test of Trust 13
7. Now and Forever (Korea) 12
8. Rough 11
9. Angel-A (France) 11
10. Christmas on July 24th Street 10

Worst Actress: Masami Nagasawa
Worst Actor: Tom Hanks
Worst Director: Goro Miyazaki

The judges are generally very critical to the TV-to-movie combination films, such as Umizaru 2.

How would you be if you couldn't walk freely anymore?
How would you be if you couldn't talk anymore?
How would you be if you couldn't move anymore?
How would you be if you're aware of anything around you, but you can't to anything?

This is what this Japan Series is about. A 15 year old girl named Aya Ikeuchi has this disease and is desperately fighting it. But knowing that there's no cure yet for this sickness, how would you be?

The people around you sees that you're slowly getting more and more sick every day..the pain to see..the tears you'll cry.. the sickness is progressing slowly, but it definately continiouing...

เมื่อตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาผมได้อ่านเวบบอร์ดหลาย ๆ แห่งที่เกี่ยวกับซีรีส์ญี่ปุ่น
ก็จะพบเจอข้อความเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
ข้อความที่สะกิดต่อมอยากดูเรื่องนี้คือข้อความข้างบนครับ

แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรซักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจะหาดูจากไหน
เพราะส่วนมากมันก็ไม่มีซับ (ความจริงซับมันก็มีแหละ แต่ไม่มีปัญญาหาเอง)


จนกระทั่งวันนึง
โอ้ว~ พระเจ้าอู๊ต มันจู๊ดมาก
ก็ได้ประทานสิ่งนี้มานั่นคือ 1 Litre of Tear (Hard Sub)
Note : Hard Sub ซับที่ฝังติดอยู่กับตัวไฟล์เลย


เรื่องย่อ ละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ คิโตะ อายะ ซึ่งป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่มีชื่อว่า spinocerebellar degeneration ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ โรคนี้ทำให้แกนสมองของผู้ป่วยค่อยๆเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของโรค ซึ่งจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน

แกนสมอง
เป็นส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆของร่างกาย ให้ทำงานตามที่เราคิด เมื่อแกนนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ก็จะมีผลทำให้ ร่างกายเกิดการผิดปกติ โดยจะเริ่มจะไม่สามารถควบคุมร่างกายให้เดินอย่างปกติได้ อาจจะทำให้เซไปเซมา ต่อมาก็จะทำให้การกะระยะด้วยสายตาคลาดเคลื่อน ทำให้เห็นวัตถุใกล้หรือไกลกว่าความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผลกับการหยิบจับสิ่งของ แม้การเขียนก็จะเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น ส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มไม่ทำงานตามที่เราต้องการ จนถึงระยะสุดท้ายที่แม้แต่การพูดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่ออ้าปากก็ไม่สามารถบังคับให้ลมผ่านกล่องเสียงออกมาได้ โดยขณะที่ส่วนต่างๆของร่างกายนั้นไม่ทำงาน สมองของผู้ป่วยยังคงเป็นปกติทุกประการ รับรู้และเข้าใจสภาวะรอบด้าน แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือโต้ตอบได้อย่างที่ต้องการ


และเมื่อแกนสมองหดเล็กลงจนหายไป ก็จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

Credit :: มนุษย์ต่างดาว [dvddiary.com]

อายะพบว่าตัวเองเป็นโรคนี้ตอนที่ตัวเธอเองมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น โดยที่คุณหมอสั่งให้เธอเขียนอาการที่ปกติในแต่ละวัน หรือจะเขียนเป็นบันทึกประจำวันก็ได้ เพื่อที่จะได้เป็นการตรวจดูอาการ เพื่อจะได้ศึกษาและดูแลการเปลี่ยนแปลงของอาการ

ในแต่ละวันที่อายะหลับตาลงนอนเธอก็มีความกังวลพรุ่งนี้เธออาจจะเริ่มเดินไม่ได้, พูดไม่ได้, หรือสุดท้ายเธออาจจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย

ถึงเธอจะเป็นกังวล แต่อายะก็ไม่เคยยอมแพ้ต่อโรคของเธอ เธอจะทำทุกอย่างที่เธอสามารถทำได้นั้นอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ โดยมีบันทึกประจำวันนี้เปรียบเหมือนการใช้ชีวิตอย่างไม่ย่อท้อของอายะ ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มพบว่าเธอเป็นโรคนี้ จนกระทั่งถึงตอนที่เธอไม่สามารถที่จะจับปากกาได้อีกแล้ว

โดยที่อายะใช้เวลาต่อสู้กับโรคร้ายนี้จนกระทั่งอายุ 25 ปี นับเป้นเวลา 10 ปีที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายนี้

ภายหลังการจากไปของอายะได้มีการตีพิมพ์ไดอารี่ของอายะทั้ง 46 เล่มเพื่อเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับทั้งผู้ที่ป่วยในโลกนี้หรือผู้ที่อาจจะย่อท้อต่อชีวิต



ความเห็นส่วนตัวหลังจากที่ดูซีรีส์นี้จบ

- รีบไปล้างหน้าก่อน เพราะคาดว่าถ้าใครมาเห็นว่าไอ้บ้านี่เป้นอะไรมานั่งร้องไห้หน้าคอม ตาแดงเชียว (- -)


รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังที่พยายามจะเรียกน้ำตาจากคนดู(แบบหนังเกาหลีเรื่องนึงที่มีเอกลักษณ์ว่า พี่ชาย~ (พยายามทำเสียงน่ารัก ๆ แบบอึนโซด้วย)) แต่เป้นหนังที่สร้างความอบอุ่นในหัวใจได้ดีในระดับนึงเลยล่ะครับ


เพราะว่าอายะเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ถึงแม้ว่าบางทีที่เธอจะท้อแท้แต่ว่า ความใฝ่ฝันของเธอคืออยากเป็นคนที่สามารถที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะว่ามีสิ่งที่เธอเริ่มที่จะทำไม่ได้มากขึ้น ในทุก ๆ วัน แต่เธอคิดว่ามันต้องมีซักอย่างล่ะที่เธอจะสามารถจะทำเพื่อคนอื่นได้

ถ้าใครยังไม่เคยดูผมแนะนำให้รีบหามาดูครับ ^^


เพิ่มเติม

Quote จากซีรีส์ครับ

Mother, deep inside my heart, i have a mother who always believes me...
from now onward as well, please continue to look after me, i'm sorry to trouble you so much...


I want to make a time machine and revisit the past.
If it weren't for this disease, i might even be in love. I want to cling to someone's arm so badly...


I don't want to say things such as "I want to go back to how things were before"
I recognize how i am right now, and i will continue to live on


Therefore, I definitely won't run away.
That's what i'll do. Definitily, and always


Even if it's like that, i still want to stay here.
Because this is the place where i am.