aCANCER

ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนท้ายสุดของทางเดินอาหาร (ซึ่งเริ่มที่ปาก)
ทำหน้าที่เก็บเศษอาหาร ที่ผ่านการย่อยและดูดซึมมาแล้ว
เพื่อเตรียมการขจัดออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระ

ลำไส้ใหญ่มีความยาวต่อเนื่องราว 4-6 ฟุต
ประกอบขึ้นด้วยลำกล้ามเนื้อโดยรอบ
แบ่งตามลักษณะที่ตั้งออกได้เป็น 4 ส่วนคือ >คลิ๊กเพื่อดูภาพประกอบ<

1. ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (ascending colon)
ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของช่องท้อง
2. ลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง (transverse colon)
ซึ่งผ่านจากด้านขวาไปยังด้านซ้าย เพื่อไปต่อกับส่วนที่ 3 คือ
3. ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (descending colon)
อยู่ทางด้านซ้ายของช่องท้อง ซึ่งพอลงมาถึงบริเวณท้องน้อยจะขด เป็นรูป S เรียกว่า
4. ลำไส้ใหญ่ส่วนซิกมอยด์ (sigmoid colon)
ซึ่งจะไปต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนท้ายคือ
5. ลำไส้ตรง (rectum)
ส่วนนี้จะเปิดออกสู่โลกภายนอก โดยต่อกับทวารหนัก (anus)

แบ่งระยะของการเป็นมะเร็งออกเป็น 5 ระยะคือ
ระยะ 0 (stage 0)
เซลล์มะเร็งยังเติบโต อยู่ในชั้นเยื่อบุลำไส้ใหญ่
ระยะที่ 1 (stage 1)
เซลล์มะเร็งลุกลาม ผ่านทะลุชั้นเยื่อบุแต่ยังไม่ทะลุตลอดผนังของ ลำไส้ใหญ่
ระยะที่ 2 (stage 2)
มะเร็งลุกลาม ผ่านทุกชั้นของผนังลำไส้ใหญ่แล้วแต่ยังไม่ลุกลาม ไปที่ต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
ระยะที่ 3 (stage 3)
มะเร็งลุกลาม ไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงแล้วแต่ยังไม่ลุกลาม ไปสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย
ระยะที่ 4 (stage 4)
มะเร็งลุกลาม ไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ, ปอด, เยื่อบุช่องท้อง และรังไข่

ข้อดีเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ
ส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตอย่างช้าๆ บางรายอาจแฝง อยู่ในร่างกายเกือบ 10 ปี
แล้วยังอยู่ในสภาพที่ผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ เพราะมันยังไม่ลุกลามจนเกินขีดความสามารถ ในการรักษา


การตรวจคัด (screening) มีหลายวิธี ยากง่ายต่างกัน

1. การตรวจทวารหนักด้วยมือ (digital rectal examination)
วิธีนี้หมอจะใส่ถุงมือแล้วทาน้ำมันหล่อลื่น เช่น วาสลีนหรือเควายเจลลี
ที่นิ้วชี้ก่อสอดนิ้วเข้าไปทางทวารหนักเพื่อตรวจคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
วิธีนี้ใช้ตรวจหามะเร็งส่วนลำไส้ตรงและทวารหนักเท่านั้น

2. การตรวจหาเลือดที่แฝงมากับอุจจาระ (fecal occult blood test)
วิธีนี้เขานำอุจจาระของเราไปตรวจดูด้วยกระบวนการทางเคมีว่ามีเลือดปน อยู่ในอุจจาระของเราหรือไม่
จัดเป็นการตรวจทางอ้อม และเนื่องจากมะเร็งไม่มีเลือดออกทุกกรณีไป
การตรวจไม่พบเลือด จึงไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นมะเร็ง
ขณะเดียวกัน การตรวจพบเลือดก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งทุกรายไป
คือบางคนอาจเป็นแค่ริดสีดวงทวารหนัก
บางคนรับประทานอาหารบางอย่างแล้วใช้ปฏิกิริยาเป็นผลบวก จนเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดได้

3. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ >คลิ๊กเพื่อดูภาพประกอบ<
แต่เดิมจะเป็นกล้องแบบตรงและแข็งมีความยาวเพียง 25 เซนติเมตร
เรียกว่า กล้องส่องลำไส้ใหญ่ซิกมอยด์ (sigmoidoscope)
เวลาสอดเข้าไปทางทวารหนัก ส่วนใหญ่จะไม่เจ็บ แต่จะรู้สึกอึดอัดอยากถ่ายอุจจาระ
ก่อนส่องจะต้องสวนอุจจาระออกให้หมดจึงจะตรวจดูได้ตลอดลำไส้ตรง และลำไส้ใหญ่ส่วนซิกมอยด์
ต่อมา วงการแพทย์ได้พัฒนากล้องขนาดเล็กลงที่งอโค้งได้ตามแต่จะบังคับให้เลื้อยเข้าไป
ดูโพรงลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด เรียกว่า กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscope)
กล้องนี้จะต่อเข้ากับ กล้องถ่ายภาพวิดีโอ ทำให้หมอเห็นโพรงลำไส้อย่างชัดเจน
หากพบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ ก็สามารถตัดออกมาส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
เพื่อดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือเนื้องอกธรรมดา หรือเป็นการอักเสบระหว่างการตรวจ
วิธีนี้หมอมักจะให้ยากล่อมประสาทเพื่อทำให้เราผ่อนคลาย ไม่กังวล ไม่รู้สึกเจ็บ
หรือบางทีไม่รู้ว่าหมอทำอะไรจนเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วก็มี

4. การสวนแป้งแบเรียมเพื่อการถ่ายภาพรังสี (barium engma)
วิธีนี้รังสีแพทย์จะใส่แป้งน้ำที่เป็นสารทึบแสงเข้าทางทวารหนักผสมกับอากาศ
แล้วถ่ายภาพรังสีเป็นระยะๆ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ อย่างไร

อาการและอาการแสดง
มะเร็งลำไส้ใหญ่อาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้จนกว่าก้อนมะเร็งจะโตมาก และปรากฏอาการต่างๆ เช่น
- ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน
- อุปนิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น เคยถ่ายอุจจาระทุกวันก็เปลี่ยนไปมีอาการท้องผูก
- อุจจาระมีขนาดเล็กลง
- ปวดมวนท้อง
- ปวดถ่ายอุจจาระบ่อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
- โลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบเหตุ

นอกจากนี้ยังพบว่า อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ก้อนมะเร็งตั้งอยู่
เช่น ถ้าเป็นมะเร็งที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ซึ่งอุจจาระยังเหลวมากนั้น
อาการจะปรากฏในรูปของเลือดออก โลหิตจาง อ่อนเพลีย ใจสั่น หายใจลำบาก
ถ้าเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ส่วนขวางอาจปรากฏอาการปวดท้อง ท้องอืด เลือดออก
ส่วนมะเร็งที่สำไส้ใหญ่ส่วนปลาย และลำไส้ตรงอาจปรากฏอาการแสดงของอุจจาระ
ที่มีก้อนเล็กลง การขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ ปวดท้องถ่าย

มะเร็งของลำไส้ใหญ่ทุกส่วนมีโอกาสปล่อยเลือดออกมาทั้งเลือดสดๆ หรือเลือดเก่า
จึงขอให้สังเกตดู หากมีลักษณะสีของอุจจาระเปลี่ยนไปขอให้ปรึกษาคุณหมอทันที


[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540]
http://www.elib-online.com/doctors/cancer_colon.html
http://www.elib-online.com/doctors2/cancer_colon4.html


เขียนทำไมเดี๋ยวครั้งหน้ามาบอกครับ ^^

....ไปนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่โรงพยาบาลอยู่ 1 อาทิตย์....

....เผื่อใครอยากรู้ว่าไปทำอะไร[จะมีไหมเนี่ย]....

....ไปนอนให้คีโมมาครับ....

....ถ้าอยากรุ้ว่าคีโมนี่ทำยังไงก็จิ้มโลด >>วิธีการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ....

....สภาพรอบข้างครับ ^^"....

....ข้างเตียง....



....มองจากเตียงไปที่ที่พักคุณพยาบาลสาวสวยครับ : P....



....ภาพวิวที่ชินตาตลอด 1 อาทิตย์ เพดาน....



....เอาข้างเตียงไปอีก 1 รูป....



....ไปถึงก็โดนเจาะก่อนเลย 1 ข้าง....



....โฉมหน้ายาที่เคมีที่ไปให้มา 1 อาทิตย์ครับ....

....ขวดแรก....



....ขวดที่สอง....



....ให้ 2 ขวดนี้สลับกันทั้งหมด 5 ชุด....


....นอกจากจะสลับยาแล้วยังสลับแขนด้วย ....

....สรุปไปโรงพยาบาล 5 วันโดนเจาะแขนไปทั้งหมด 5 รู - -"....

....แขนสาวน้อย บอบบางอย่างผมพรุนหมด : P ....


เคมีบำบัดคืออะไร??
เคมีบำบัด หมายถึง การรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง
โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
และทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง
บางครั้งอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง
ซึ่งอาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา
สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วย


วิธีให้เคมีบำบัด
แพทย์จะสั่งใช้ยารักษาโรคมะเร็งชนิดใดขึ้นอยู่กับชนิด
และตำแหน่งของมะเร็งและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคมะเร็งร่วมกันหลายชนิด
จะให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาชนิดเดียวกัน
ยารักษาโรคมะเร็งมีทั้งชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ชนิดฉีด
ยารักษาโรคมะเร็งเวลาใช้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากไปกว่ายาที่ใช้รักษาโรคทั่ว ๆ ไป


ยาชนิดรับประทาน
เคมีบำบัดชนิดรับประทานเป็นวิธีให้ยาผู้ป่วยที่สะดวกที่สุด
เมื่อกลืนยาลงไปยาจะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือดทางเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร
และเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ยาบางชนิดไม่สามารถให้ทางวิธีนี้ได้เพราะอาจทำลายเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร
ด้วยวิธีนี้ยาบางชนิดสามารถให้ได้โดยวิธีฉีดเท่านั้น

ยาฉีดชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ยาบางชนิด มีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อถูกปล่อยอย่างช้าเข้าสู่กระแสเลือด
ยาชนิดนี้จะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อมากกว่าฉีดเข้าหลอดเลือกโดยตรง

ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือผสมกับของเหลวอื่นที่ให้ทางหลอดเลือดดำ
ยาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำลายเนื้อเยื่อ
จะถูกฉีดเข้าหลอดเลือดดำและกระแสเลือดโดยตรง
ดังนั้นกระแสเลือดจะทำให้ยาเจือจางอย่างรวดเร็วและเริ่งทำงานได้ทันที


ระยะเวลาของการให้ยาเคมีบำบัด
ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นรวมทั้งผลการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละราย
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วิเคราะห์แนะนำและกำหนดเวลา
ตลอดจนเลือกยาที่ได้ผลดีที่สุดต่อผู้ป่วย
ความถี่ของการให้ยาเคมีบำบัดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสูตรยาที่ใช้
และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน
บางครั้งอาจต้องหยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายมีเวลาพัก
และซ่อมแซมเซลล์ปกติให้แข็งแรงพอที่จะให้ยาครั้งต่อไปได้
ผู้ป่วยบางรายอาจท้อแท้ เนื่องจากระยะเวลาอันยาวนานของการรักษา
ถ้าหากมีความกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล
แพทย์อาจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาให้เหมาะสมขึ้น
ควรติดตามผลการรักษาเป็นระยะ โดยมาตรวจตรงตามแพทย์นัด
ให้ยาตรงตามแผนการรักษา การได้ยาไม่ครบหรือระยะเวลาไม่ตรงกำหนด
จะก่อให้เกิดผลเสียต่อการรักษา ถ้ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเลื่อนระยะเวลาการให้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกครั้ง

การเตรียมตัวก่อนได้รับยาเคมีบำบัด

ด้านร่างกาย
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และเพิ่มการนอนพักในตอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
- ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
หรือโรคที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ

ด้านจิตใจ
- ควรทำอารมณ์ จิตใจ พร้อมรับการรักษา
- ลดความกลัว ความวิตกกังวล
- มั่นใจในวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
- ถ้าท่านรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโรค การดูแลรักษาตนเอง ควรปรึกษาแพทย์และพยาบาล

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้
การบำบัดรักษาตั้งแต่เริ่มต้นจะได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อเป็นมากแล้ว
ผลข้างเคียงบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที
อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น อาการไข้ ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวต่ำ
อาจนำไปสู่อาการช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ อาการสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ พอสรุปได้ดังนี้
- มีแผลในปากและคอ
- ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ
- ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (101 องศาฟาเรนไฮต์)
- ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง
- น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
- มีอาการบวมผิดปกติ
- ไอ มีเสมหะ
- เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก
- เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- มีผื่นขึ้นตามลำตัว
- มีอาการปวดท้องรุนแรง
- คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
- บริเวณให้ยา ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดง
- มีการติดเชื้อเกิดขึ้น

การปฏิบัติตนระหว่างและหลังรับยาเคมีบำบัด
รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด กลิ่นฉุน ควรดื่มน้ำอุ่นๆ น้ำส้ม น้ำมะนาว
บ้วนปากด้วยน้ำอุ่นๆ หรือน้ำเกลือเจือจางหลังรับประทานอาหารหรือหลังอาเจียนทุกครั้ง

เบื่ออาหาร
รับประทานอาหารย่อยง่าย ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง
ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
การออกกำลังกายเบาๆ ก่อนมื้ออาหาร 5-10 นาที

ท้องเสีย
งดอาหารประเภทของหมักดอง
รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย ไม่มีกาก
ดื่มน้ำเกลือแร่เสริม
ถ้าอาการไม่ทุเลา ให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลทราบเพื่อดำเนินการแก้ไข

อ่อนเพลีย ภาวะซีด
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แป้ง เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้
พักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มการนอนพักกลางวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง

เยื่อบุช่องปากอักเสบ
รักษาความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มๆ บ้วนปากด้วยน้ำหรือน้ำเกลือบ่อยๆ และหลังรับประทานอาหาร
รับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ร้อนจัด
งดบุหรี่ เหล้า หมาก
ดื่มน้ำมากๆ

ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายทั่วไป
หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด วัณโรค
รับประทานอาหารที่สุก สะอาด งดผักสด
สังเกตการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง เจ็บคอ ปัสสาวะแสบขัด ให้รายงานแพทย์หรือพยาบาลทราบ

ผมร่วง
ยาเคมีบำบัดบางชนิด ทำให้ผมร่วงหมดศีรษะ แนะนำให้ซื้อวิกผมมาใส่ และเมื่อจบการรักษา ผมจะงอกขึ้นมาเป็นปกติ
โปรดระลึกไว้เสมอ : อาการข้างเคียงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดการรักษาอาการต่างๆก็จะหายไป

การปฎิบัติตนเมื่อกลับบ้าน
ท่านควรปฎิบัติตามคำแนะนำต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
กรณีมีอาการผิดปกติ เช่นมีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ ให้ติดต่อเพื่อนัดพบแพทย์ก่อนวันนัดเดิม
กรณีไม่มีอาการผิดปกติ ควรมาตรวจอย่างสม่ำเสมอตามวันและเวลาที่แพทย์นัด


มีใครจะทนอ่านอะไรยาว ๆ จนจบได้มั่งไหมเนี่ยครับ ^^" ถ้าน่าเบื่อก็ดูรูปตอนผมไปนอนโรงพยาบาลได้นะครับ : P >:7 วันกับการนอนโรงพยาบาล:<